| 個人檔案In My Own World ^^ !!!相片部落格清單 | 說明 |
|
3 May ไปดู MI:3 มาครับ, สุดยอดหนังแอ๊คชั่นประจำใจผมเลย ^^ฮ่าๆ แค่ขึ้นหัวกระทู้ หลายคนก็คงจะรู้แล้วว่า รีวิวเล็กๆของผมอันนี้จะพูดในแนวไหน บอกตรงๆว่า ตอนนี้ยังตื่นเต้นและสนุกไม่หายเลยคับ (ออกจากโรงหนังมา ตี1 กว่าๆ ) เดินคุยกับเพื่อนตลอดทาง อ๊าก พูดแล้วอยากดูอีกรอบ อ๊ะ งั้นขอเกริ่นก่อนนิดๆว่า ค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้เป็นทุนอยู่แล้ว และคาดว่าหลายคนก็คงจะชอบเหมือนกัน หลังจากที่มันส์สุดๆ กับภาค 2ไป (แต่ไม่ชอบหลายอย่างในภาค2 นะ) ไม่ต้องพูดถึงภาคแรกนะคับ อันนั้นสุดยอดไปแล้ว แต่ภาค 3 นี้หลังจากที่เห็นตัวอย่างก็อยากดูมากๆซะแล้ว พาลทำให้ใจเริ่มตั้งความหวัง ปนกับกลัวว่าจะไม่สนุก และแล้ววันนี้ผมก็ได้ไปดู รอบสี่ทุ่มครึ่ง (หนังยาวสองชั่วโมงพอดีคับ) สิ้นสุดการรอคอยซะที เย้ๆ ตัวหนังยังคงเป็นสไตล์สายลับที่รับหน้าที่ปฎิบัติภารกิจที่แทบจะมองไม่เห็นความเป็นไ ปได้ที่จะสำเร็จ แต่ด้วยความฉลาด ไหวพริบรวดเร็ว และโคตรหล่อ ของอีธาน ฮันท์ (ทอม ครูซ) ทำให้เรื่องนี้เป็นอะไรที่น่าติดตาม และบวกกับเนื้อเรื่องที่มีการหักมุมเป็นประจำอย่างเหนือชั้น ก็ถือเป็นการตบหน้าคนดูจังๆทุกภาคก็ว่าได้ และภาคนี้ทุกอย่างที่เคยมีในสองภาคก่อน ไม่ได้หายไปไหนคับ ยังอยู่กันครบ แต่ยังได้เพิ่มเนื้อเรื่องดีๆ อุปกรณ์ไฮเทคดีๆ พร้อมด้วยแอ๊คชั่นสุดยอดเข้ามาอย่างล้นจอ (ขอใช้คำนี้ได้เลย) ส่วนตัวแล้ว ผมบอกได้เลยว่า ประทับใจกับหนังเรื่องนี้จนขึ้นหิ้งไปเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นพิมพ์ไปก็น่าจะมีแต่เชียร์แน่นอน ฮ่าๆ แต่ก็ขอพูดถึงหน่อยล่ะกันครับ ไม่งั้นคงไม่สบายใจ ขอเริ่มจากสิ่งที่ผมชอบก็ล่ะกันคับ 1.นักแสดง ขอเริ่มจาก ทอม ครูซ ครับ ผมไม่รู้ล่ะว่าใครจะคิดว่าคนนี้แสดงหนังได้ไม่ดีหรือยังไงก็ตาม แต่แค่ไตเติ้ลก็สุดยอดแล้วคับ เป็นการกระตุ้นคนดู ให้อยากรู้เรื่องต่อๆไปได้อย่างได้ผล บวกกับความรวดเร็วที่ยังคงอยู่ (และดูเหมือนจะดีขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ) ไหนจะไหวพริบและสายตาที่เฉียบคมกว่าเดิมอีก ตัวหนังใส่รายละเอียดลงไป แม้เล็กๆน้อยๆ ก็ยังเก็บ ทำให้เราเชื่ออย่างสนิทใจว่า "มันแน่จริงๆ เนียนสุดๆ" ทำนองนั้นไปเลย อีกคนก็ ฮอฟแมน คับ (ที่เล่นเรื่อง capote) มารับบทตัวร้ายที่เนี๊ยบมากๆ ไม่พูดมาก แต่ลงมือจริง แสดงออกทางลูกตาได้ใจผมมาก อารมณ์แบบว่า แค้นมาก 55 จนผมอยากให้คนนี้รับเล่นบทตัวร้ายอีกจัง แต่ผมคิดว่า ตัวร้ายในเรื่องนี้มันเด่นมากเลย ชอบอ่ะ 2. ฉากแอ๊คชั่น อันนี้ขอพูดรวมๆไปเลยล่ะกันคับ นี่แหล่ะส่วนที่ทำให้หนังเรื่องนี้สุดยอดสำหรับผมไปเลย เพราะฉากแอ๊คชั่นที่ใส่เข้ามาทุกฉากเป็น "สิ่งที่น่าพูดถึง" ทั้งนั้น อัดเข้ามาจนทะลักเลย แต่ละฉากแอ๊คชั่นก็คนละอารมณ์ด้วยสิ ทำให้รู้สึกว่า แอ๊คชั่นเยอะแต่กลับไม่น่าเบื่อ แถมยังเก็บเอาสิ่งเล็กๆน้อยๆ มาทำให้น่าลุ้นจนลืมหายใจไปพักใหญ่ (ได้ยินเสียงถอนหายใจกันเป็นแถว) จากตัวอย่างที่มีมิสไซด์ยิงมาถล่มรถ แล้วตัว ทอมครูซ ก็กระเด็นไปด้านข้าง พอมาดูในหนังฉากนั้นเป็นอะไรที่สุดยอดมากๆคับ โอ้ย พูดแล้วเครียดเลยเนี่ย อยากดูอีก 55 เอาเป็นว่า ฉากแอ๊คชั่นเรื่องนี้ เล่นเอาผมนั่งลุ้นและมันส์ตลอดทุกฉาก (สาบานได้เลย) 3. การตัดต่อและมุมกล้อง(อันนี้อยากพูดถึงมากๆ) เป็นสิ่งที่โดดเด่นและเป็นส่วนสำคัญมากๆๆๆ ที่ทำให้หนังเรื่องนี้ดูรวดเร็ว เมามันส์ และเข้าใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ยิ่งไปผสมกับเทคนิคพิเศษ(คอมฯ)อีก โอ้ พระเจ้า อย่างเนียนครับ บางฉากผมยังมานั่งคิดเลยว่า จริงหรือเปล่า เพราะคอนเซปเรื่องนี้เค้าคือ "อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น" อยู่แล้วนี่นา ฮ่าๆ แต่อยากชมผู้กำกับ ,ตากล้องและฝ่ายตัดต่อเหลือเกิน 4.ภารกิจต่างๆที่ทำในภาคนี้ หรือการกระทำเล็กๆน้อยๆ ที่ใส่มา ทำให้เรารู้สึกรู้จักกับสายลับมากขึ้น ผมเชื่อเลยว่า มีฉากที่ทำให้แฟนๆ MI จะต้องดีใจแน่นอนที่ได้เห็นมัน อิอิ การวางแผนก็มีให้เห็น และพอไปลงมือปฎิบัติยิ่งเนียนเลย ทุกอย่างเนียนมากๆ ***โปรดนึกถึงสิ่งที่ผมพูดไปด้านบนว่า ตัดต่อดี มุมกล้องดีรวดเร็ว เก็บรายละเอียดดี และแอ๊คชั่นสุดยอด ด้วยนะคับ แล้วจะรู้สึกอยากเห็นภารกิจเร็ว ^^ *** ส่วนที่ไม่ชอบ ไม่มีคับ ถ้าจะมีก็คงจะหนังสั้นไป อยากให้มีนานๆ อยากให้มีศัตรูเยอะๆ อยากให้มีอะไรต่อไปอีก อยากให้มีภาคใหม่เร็ว ๆ 555 แต่พวกนี้มันก็ไม่ใช่ข้อที่ผมไม่ชอบล่ะนะ สรุปเลยดีกว่าครับ สำหรับแฟนๆเรื่องนี้บอกตรงๆว่า ไม่ผิดหวังกับแอ๊คชั่นและเนื้อเรื่องแน่นอน มีอะไรให้คุณไปค้นหาและรับกลับมาเยอะแยะเลย ผมไม่ได้ดหนังแอ๊คชั่นมันส์ๆเต็มอิ่มแบบนี้มานานมากๆแล้วนะเนี่ย (แต่เรื่อง The Bounce ผมก็ชอบนะ) ใจจริงอยากเขียนถึงสิ่งที่ชอบอีกนะ แต่ผมสรุปสั้นๆง่ายๆเลยดีกว่า ชอบเรื่องนี้อย่างแรง ขึ้นทำเนียบหนังแอ๊คชั่นในดวงใจผมไปเลย ผมว่านะ เรื่องนี้ทำให้หนังแอ๊คชั่นที่จะออกตามมาภายหลังต้องกลับมาทำการบ้านกันใหม่อีกครั้ง แล้วล่ะ ส่วนใครที่ไม่เคยดูเรื่องนี้มาก่อนเลย และสงสัยว่าจะดูรู้เรื่องไหม ก็บอกได้เลยคับว่า รู้เรื่องแน่นอน เพราะไม่ได้อิงภาคก่อนเลย นอกจากตัวละครเก่าๆนิดหน่อย ถ้าอยากดูหนังแอ๊คชั่นมันส์ๆ ก็เรื่องนี้ล่ะครับ ตอบโจทย์คุณได้แน่นอน เย้ ปล. สิ่งที่ผมอยากเห็นมากที่สุดตอนนี้คือ "ใครที่ดูเรื่องนี้แล้วไม่สนุกน่ะคับ " อันนี้ไม่ได้กวนนะ แต่อยากเห็นจริงๆ มันคงมีแหล่ะ แต่ผมอยากรู้เหตุผลที่ไม่ชอบมากๆเลยครับ ^^ ปล.2 ตอนนี้อยากดูรอบ 2 มากๆเลยแฮะ ต้องหาเวลาซะแล้ว อ๊ากกก 19 February ไปดูหนังเรื่อง Fun with Dick and Jane มาคับ, ใหม่ล่าสุดจากพี่จิม แครี่ เย้ๆ ^^หลังจาก บรูซ ออลไมตี้ ที่ฮากระจายโดนใจผมไปแล้ว หลังจากที่ช่วงหลังๆมานี้ พี่จิม เค้าจะหนักไปทางด้านดราม่าซะมาก พอมาเป็น บรูซฯ ผมจึงรู้สึกได้ถึงการกลับมาของพี่แกเลย ทำให้หนังเรื่องล่าสุดนี้ไม่แปลกเลยที่ผมจะตั้งความหวังว่ามันจะต้องขำอีกแน่นอน (รายได้เยอะด้วยสิ หุหุ) ผมไม่ได้ดูตัวอย่างของเรื่องนี้เลยคับ แต่ดูจากชื่อไทยแล้ว ก็พอจะเดาได้ว่า คงจะเป็นการปล้นแบบจำใจ ในแบบฮาๆล่ะมั้ง วันนี้ไปดูโรงหนังที่สยามพารากอน ประทับใจกับการจัดซุ้มประตูแบบ พระนเรศวรอย่างแรง ดูแล้วคึกคักดี แต่พอเข้าไปด้านในที่ซื้อตั๋วแล้ว เซ็งมากๆครับ คนที่จะดูหนังเทศกาลก็ให้เดินไปซื้อที่ช่องขายตั๋วปกติ ส่วนคนที่จะดูหนังปกติให้ไปซื้อที่โต๊ะตัวนึงที่ตั้งมาเฉพาะกิจมาก แล้วก็ไปเลือกกัน ปริ้นกระดาษนิ่มๆ ไม่ค่อยชัดมาให้ 1 ใบ แถมแถวก็ไม่ค่อยจะเป็นระเบียบ เสียเวลาอย่างแรง แค่นั้นยังไม่พอ เข้าไปดูหนัง พอหนังเริ่มแล้ว ภาพขยายเต็มจอ (ไม่ได้เปิดแบบไวลด์สกรีน) พวกผมก็นึกว่ามุกตลกของหนังสิคับ แต่ไม่ใช่เลย โรงหนังลืมปรับภาพ นั่งดูอยู่เกือบ 5 นาที มาปรับภาพให้แล้ว แต่ประทานโทษ ผ้าม่านก็ไม่เปิดให้หมดซะงั้น รอไปอีกสักพักแหล่ะคับ กว่ามันจะเปิดให้หมด T_T อย่างเซ็ง เข้าเรื่องหนังดีกว่า สำหรับหนังเรื่องนี้ที่เป็นแนวตลก ผมก็คงจะไม่พูดอไรมากนอกจากความตลกก็ล่ะกันคับ ซึ่งมุกขำๆในเรื่องนี้ ก็มีทั้งที่เข้าใจและไม่เข้าใจตามสไตล์ตลกฝรั่งนั่นแหล่ะ เพียงแต่มุกตลกที่ใส่เข้ามาแล้วโดนจริงๆนั้นน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นแนวน่ารักๆซะมากกว่าคับ ผมอมยิ้มเมื่อยหน้าเลยแหล่ะเรื่องนี้ มีฮาพอควร แต่ถ้าแทบกับ บรูซฯแล้ว ผมขำ บรูซฯ มากกว่าเยอะเลย เรื่องนี้มีเน้นดราม่าเยอะเหมือนกัน แต่สำหรับพี่จิม ที่ผ่านการเล่นดราม่ามาพอตัว ผมว่าเค้าก็เล่นได้ดีในเรื่องนี้เลยนะ เป็นการตอกย้ำการกลับมาของเค้าจริงๆครับ น่าแปลกอยู่อย่างคือ ผมดูแล้วอมยิ้มหลายฉาก (มันน่ารักคับ)แล้วก็หัวเราะบ้างเล็กน้อย แต่ฝรั่งข้างๆกับบางคนนี่ ฮากระจายเลยนะคับ เสียงดังมาก เหมือนประมาณว่า โดนใจสุดๆ ผมจึงคิดว่า เราคงยังไม่เก็ตมุกบางมุกล่ะมั้งเนี่ย ฮ่าๆ ส่วนที่ผมชอบอีกอย่างก็คือ ภรรยาสาวแสนสวย (เท เลโอเน่) ที่รับบทได้น่ารักดีคับ ดูติงต๊องตามสามีได้ดีเหลือเกิน เป็นคู่ติงต๊องก็ว่าได้นะผมว่า 55 สรุปแล้ว ใครแฟนพี่จิม ก็ควรไปดูแหล่ะคับ เพราะมุกใหม่ๆของพี่แกก็โผล่มาให้เห็นอีกแล้ว (เป็นความพยายามจริงๆ) พี่เค้ากลับมาแล้วครับ ฮ่าๆ ส่วนใครอยากดูหนังเบาสมอง สบายๆ เรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุณจะได้ดูอะไรที่ เบาสมองจริงๆครับ สำหรับผมแล้วถึงแม้จะขำน้อย แต่ก็ยิ้มเยอะคับ ดูแล้วมีความสุขดี เพลินๆคับ ^^ ปล.อยากดู มิวนิค กับ Walk The Line ชะมัดเล ไปดู กระสือ วาเลนไทน์ มาแล้วคับ, หนังดีๆที่ยอมเป็นหน้าม้า ^^เมือ่วานนี้มีโอกาสได้ไปร่วมงาน Q&A รอบสื่อมวลชนครั้งแรก (ทั้งของผมและของสื่อมวลชน) เป็นรอบของ กระสือ วาเลนไทน์ ครับ หนังเรื่องล่าสุดของพี่ต้อม ยุทธเลิศ ที่น่าสนใจอีกหนึ่งเรื่อง เมื่อมีโอกาสผมก็ไม่รอช้าที่จะไปร่วมกิจกรรมครั้งนี้ด้วย (มีรูปบรรยากาศมาให้ชมกันนิดๆหน่อยๆคับ) ก่อนที่จะมาดู ผมเองก็ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับหน้าหนังมากนัก รู้แต่ว่า มันคงจะน่ากลัว หดหู่ รันทด ฮานิดๆละมั้ง (รู้จากโปสเตอร์ 55)
ก่อนจะเข้าไปดู ผมวิตกอยู่อย่างนึง คือตั้งแต่เด็กแล้ว ผมจะดูหนังที่เกี่ยวกับ กระสือ มาเยอะมาก ลอยไปลอยมา เห็นไส้ แสงไฟแว่บๆ กินไส้ กินขยะ แล้วคนก็กลัวๆกัน ประมาณนั้น ผมจึงมองไม่ออกว่า หนังเรื่องนี้จะสนุกหรือรักรันทดกันยังไง จนถึงเมื่อดูจนจบนี่แหล่ะคับ เป็นยังไงนั้น ผมจะพยายามสื่อออกมาให้ได้อ่านกันนะคับ แต่ไม่สปอยแน่นอน ^^ เวทีของเรื่องนี้อยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนึง ซึ่งเก่าแก่และใกล้จะเจ๊งอยู่เต็มที่ มีภารโรงหนุ่ม(ชื่อหนุ่มอีกต่างหาก) เป็นตัวเอก และพยาบาลสาว (ชื่อสาวอีกนั่นแหล่ะ)ที่พึ่งย้ายมาใหม่เป็นนางเอก ด้วยการพบเจอกันแบบไม่ได้ตั้งใจนี้นี่เอง ที่ทำให้เกิดเรื่องราวความรักอีกรูปแบบนึงขึ้นมา แต่มันจะเกิดขึ้นภายใต้โรงพยาบาลแห่งนี้ได้ยังไงนั้น ต้องไปดูเองคับ (อ้าว) ต้นกระทู้ผมบอกไปแล้วว่า เป็นหนังที่ดีอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งสำหรับผมแล้วเรื่องนี้มีดีอย่างมากที่บทหนังอ่ะคับ ด้วยตัวละครแต่ละตัวที่วางเอาไว้แต่ละตัว,บทพูดของแต่ละคน,ของต่างๆที่แสดงมาในหนังตั้งแต่เริ่มต้น ล้วนแล้วแต่มีที่มาและที่ไปทั้งสิ้น เหมือนตอนแรกๆจะกระจัดกระจาย แต่พอดำเนินเรื่องไปสักพักก็เริ่มกลมขึ้นๆ จนถึงตอนจบนี่แหล่ะคับ ทุกอย่างมันชัดมาก จนแบบว่า "อ๋ออออ มันเป็นแบบนี้นี่เอง" แล้วพอนึกย้อนกลับไปทั้งเรื่อง ทุกเหตุการณ์ จะตรงไหนก็ได้ ทุกอย่างมีเหตุผลรองรับหมดเลย เป็นการอุดรุรั่วของหนัง หรือความสมเหตุสมผลได้อย่างดีเยี่ยม ผมนับถือบทหนังเรื่องนี้มากเลย มีความหมายแทรกเข้ามาเยอะด้วย และบางอันก็เหนือความคาดหมาย หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ผมดันคิดไปอีกแนวนึง แต่พี่ต้อมก็ตอบว่าจริงๆเค้าคิดยังไงมาให้ฟัง ปริศนาทุกอย่างดูน่าสนใจและน่าติดตามดีคับ นี่คือส่วนของบทหนังที่ผมรู้สึกว่าเยี่ยมจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่า จะมีหนังความรักรูปแบบนี้อยู่ด้วย มีหลายๆความรักล้นจอเลยล่ะคับ มาพูดทางด้านความน่ากลัวหรือตลกขบขันของหนังเรื่องนี้กันบ้าง ใครเป็นแฟนหนังพี่ยุทธเลิศ ก็คงจะพอเดาสไตล์หรืออารมณของหนังได้ไม่ยาก เพราะดูบุฟผาฯกันมาก่อนแล้วล่ะมั้ง อิอิ สำหรับเรื่องนี้ไม่ต้องห่วงคับ ยังคงความน่ากลัวอยู่ดี และก็น่ากลัวมากด้วยสิ มันออกแนวหลอนๆอ่ะคับ ขนาดกลางวัน ยังหลอนเลยคิดดูล่ะกัน มีฉากให้หวาดเสียวหรือสะดุ้งเยอะมาก (ผมตกใจไป 4 ครั้งแน่ะ) หรือตื่นเต้นก็เยอะคับ มีมุกผีใหม่ๆให้หนังให้ได้เจอกันด้วย (เพราะมุกใหม่นี่แหล่ะที่ทำให้ตกใจ - -") นั่นคือส่วนของความน่ากลัวนะคับ ต่อไปก็ส่วนของตลก ที่ได้นักแสดงฝั่งตลกหรือคนอารมณ์ดีมาร่วมเล่นกันอย่างหนาตา(หรือเปล่า) ก็เหมือนจะมีมุกสด และมุกทุยแทรกเข้ามาเยอะดี ฮาเป็นระยะๆคับ แต่มุกไม่ได้เปรี้ยงปร้างอะไรมากนัก ใครจำตำรวจ 2 คน คาแรคเตอร์ประจำบุฟผาฯ ได้บ้างคับ ที่พี่อังเคิลเป็นคนแสดง นั่นแหล่ะ เรื่องนี้ก็มาแจมด้วย แต่จะมามุกไหน และเล่นกันยังไง ต้องไปชมกันเอาเอง บอกได้แค่ว่า แฟนๆสองคนนี้ ได้ดูกันอิ่มเลยล่ะ 555 ส่วนที่ดีของเรื่องที่ผมชอบ 1. การดำเนินเรื่อง เป็นอะไรที่ชวนให้น่าติดตามและอยากรู้เร็วๆ เพราะตัวหนังจะค่อยๆใส่รายละเอียดหรือเหตุการณ์และเหตุผลมาเรื่อยๆ ไล่อารมณ์คนดูมาตลอด เหมือนต้อนคนดูยังไงไม่รู้สิ 55 จนมาระเบิดตูมตามเอาตอนจบนี่แหล่ะ แบบว่า "เจ๋งว่ะ" เลยล่ะคับ (อันนี้ความคิดของผมนะ) อันนี้รวมกับบทไปเลยนะคับ 2. ภาพและดนตรี คือภาพและดนตรีเรื่องนี้บอกได้เลยว่า หลอนดี ฉากไหนต้องรักซึ้ง ก็เป็นอารมณ์นั้น แต่พอจะหลอนปับ โห มันหลอนได้ใจจริงๆ ขนาดกลางวันแท้ๆ ผมยังหลอน (ปกติหนังผีที่เป็นกลางวัน จะไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไร แต่ถ้าฉากเป็นกลางคืนปับ นั่นแหล่ะ น่ากัว) เวลาจะเจอฉากผีทีไร ดนตรีมันเร้าก่อนเสมอเลย แล้วอย่างนี้มันจะไม่ให้กลัวได้ไงล่ะเนี่ย T_T ภาพบางฉากก็สวยดีคับ ดูแล้วโรงพยาบาลมันดูร้าง เถื่อนและสกปรกดีคับ 3. ผู้อำนวยการโรงพบาบาล เล่นได้น่ากัวดี คือเป็นตัวละครที่ไม่รู้จะทำอะไรต่อไปในหนัง เดาใจไม่ค่อยจะออก แต่บอกมากไม่ได้คับ เด่วสปอย 55 แต่ใครที่เห็นตัวอย่างแล้ว ก็น่าจะเห้นฉากที่เตะคนนะคับ แค่นั้นก็ น่ากลัวแล้ว 55 ไม่รู้ทำไมเรื่องนี้ถึงอ้วนขึ้นได้ขนาดัน้น ตั้งใจหรือว่าอะไรหว่า ส่วนที่ไม่ดีของเรื่องที่ผมไม่ชอบ 1. ผีกระสือ คือสุดท้ายแล้ว ทุกอย่างก็ยังเป็นแนวเดิมกับต้นฉบับอยู่ดี ผมนึกว่าด้วยไอเดียและทุกอย่างที่เป็นปัจจุบันนี้ จะทำให้ผีกระสือดูสมจริงและมีอะไรที่แปลกใหม่กว่าเดิม แต่ก็นะ ถ้าเปลี่ยนซะมาก ก็คงจะไม่ใช่ผีกระสือแล้วมั้ง 55 นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้ทุกอย่างของผีกระสือเหมือนเดิมเลย แต่จะว่าไป ผีกระสือเหมือนจะไม่ใช่ประเด็นหลักสำหรับหนังเรื่องนี้ก็ว่าได้นะคับ เพราะมันกระจายไปทุกจุดเลย สรุปแล้ว หนังเรื่องนี้ดูจบปับ อารมณ์จบตามไปด้วยเลย ไม่มีอะไรสงสัย แต่ถ้ามี แล้วตั้งคำถามขึ้นมา หนังก็มีคำตอบและมีเหตุผลรองรับแทบจะทั้งหมดเลยก็ว่าได้ ความหมายลึกซึ้งที่แทรกเข้ามาก็ทำได้เนียนดีคับ มีรายละเอียดและอะไรให้เรากลับมาคิดและพูดคุยกับเพื่อนต่อได้อีกยาวเลย หนังแบบนี้ผมชอบครับ สำหรับเพื่อนๆที่คิดจะไปดูอยู่แล้ว ก็คงความคิดเดิมไว้ได้เลยคับ แต่ถ้าใครที่คิดว่าจะเป็นหนังผีกระสือแนวเดิมๆ ก็ต้องเปลี่ยนความคิดนะคับ เพราะเรื่องนี้มีดีกว่าการไปดู ผีกระสือ แน่นอน อยากให้ได้ไปชมกันจริงๆ เผื่อการเล่าเรื่องหรือบทแน่นๆสไตล์นี้จะได้ออกมาอีกเยอะๆ หลากหลายแนวบ้าง เย้ๆ ปล. ถ้ารีวิวอันนี้ของผมดูเหมือนชมมากจนเป้นหน้าม้า ผมก็ยอมล่ะนะ 55 ปล.2 อันนี้มาโพสต์ช้าไปหน่อย แค่กะจะเก็บไว้อ่านน่ะ แหะๆ 1 February ไปดู แค่เพื่อนค่ะพ่อ มาครับ ^^, ไม่รู้จะรีวิวไงเลยเนี่ย เฮือก...วันนี้มีโอกาสได้ไปดู แค่เพื่อนค่ะพ่อ รอบพิเศษมาครับ ที่ EGV เมโทรโพลิส ซึ่งนัดกับพี่วี (ผู้กำกับเรื่องนี้)เอาไว้แล้วว่า จะต้องไปดูให้ได้ เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการสัมภาษณ์และถ่ายรูปกันเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มเข้าโรงฉายกันเลยคับ ก่อนหน้าที่จะมาดูนี้ ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยซักนิด นอกจากโปสเตอร์ที่เห็น - -" ก็เดาๆว่า หนังน่าจะออกแนวรักสดใส กุ๊กกิ๊ก แบบกระโปรงบานขาสั้น สมัยก่อน (เก่าเชียว) ที่สำคัญผมเข้าสายไปเกือบ 10 นาทีได้มั้ง แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้ไม่รู้เรื่องอะไรมากมาย เริ่มเลยล่ะกันคับ 55 หนังเรื่องนี้โฟกัสมาที่ตัวละครเอกที่ชื่อ มีน เด็กม.ปลายที่ย้ายจาก กทม เข้ามาเรียนต่างจังหวัด ด้วยการที่พึ่งย้ายมาใหม่ทำให้ยังเข้ากับเพื่อนๆที่โรงเรียนไม่ค่อยได้ จึงทำให้เกิดการกลั่นแกล้งกันบ้าง แถมยังไปแอบชอบนางเอกที่น่ารักประมาณดาวโรงเรียน แต่พ่อเป็นกำนันอย่างดุ (พอจะเดาเรื่องออกกันแล้วใช่ป่ะคับ ฮ่ะๆ) ตัวมีนจะทำยังไงเพื่อที่จะเข้ากับเพื่อนๆได้ และก็ชนะใจเธอพร้อมกับพ่อของเธอได้ อันนี้ต้องไปรู้กันเอาเองคับ ตัวหนังผมชอบตอนครึ่งแรกมากๆคับ หนังออกแนวรักสดใส กุ๊กกิ๊ก แบบเด็กม.ปลาย ดูแล้วสบายใจ แนวมองโลกในแง่ดี มีการเคลียร์ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน-เพื่อน หรือจะกับพ่อของนางเอกก็ตาม หนังดำเนินเรื่องแบบเรื่อยๆ มีฮาแทรกมาตลอด ตัวละครที่ผมชอบมากที่สุดคงจะเป้น อู๊ด หัวหน้าแก๊งนี่แหล่ะคับ (หน้าคล้าย เติ้ล ตะวันเลย) ที่ดูแล้วจะมีเสน่ห์มากที่สุด(ในสายตาผม) เรียกว่าถ้าไม่มีตัวนี้ รับรองหนังจืดไปเยอะมากๆ เนื้อหาของหนังก็แทบจะไม่มีอะไรแปลกใหม่เท่าไร ระหว่างที่ดูก็พอจะเดาได้ เพียงแต่ตัวละครบางตัวทำให้เราดูแล้วก็ยิ้มๆตามไปได้นะ (แสดงกันน่ารักดีคับ) ดูจนถึงตอนจบ นี่ถึงกับสะดุ้งเล็กน้อยเลยนะคับเนี่ย ยังงงๆอยู่ว่า ทำไมเป็นงี้ล่ะ เพราะบังเอิญไม่ตรงกับที่ผมเดาไว้น่ะคับ แหะๆ (เป็นงั้นไป) ถ้าจะแปลกใหม่หนอ่ยๆก็เนื้อเรื่องตั้งแต่ครึ่งหลังไปนี่แหล่ะคับ ไม่รู้สิ ความรู้สึกของผมคือ ชอบครึ่งแรกมากๆ ดูแล้วสบายใจ มันดูรักแบบม.ปลาย ใสๆดี แต่ครึ่งหลัง มันดูแล้วซีเรียส จริงจัง อย่างกับคนโตๆกันแล้ว (อันนี้ถือวิสาสะคิดเองนะคับ) ผิดกับครึ่งแรกเลยล่ะคับ คือรูปแบบความรักมันอาจจะไม่มีอะไรตายตัวนะคับ แต่ผมเชื่อว่า สมัยเด็กหรือม.ปลาย เพื่อนๆก็ต้องมี รักใสๆ ไร้เดียงสาแบบครึ่งแรกของเรื่องนี้กันแน่นอน ซึ่งสำหรับตัวผมแล้ว รักแบบนี้ มันจะมาเป็นแบบครึ่งหลังลำบากเหมือนกันนะ ขนาดบทพูดครึ่งหลังบางช่วงหยั่งกับคนทำงานพูดกันเลย - -" แต่ทั้งนี้ก็ใช่ว่า พอครึ่งหลังมันดูเหมือนรักแบบคนโตๆแล้วจะไม่สนุกนะ ก็ยังดูได้เรื่อยๆเหมือนครึ่งแรกนั่นแหล่ะ เพียงแต่ส่วนตัวแล้ว ผมอยากได้แบบครึ่งแรกทั้งเรื่องเลยแค่นั้นเอง (ซะงั้น) ส่วนดีของเรื่องที่ผมชอบ 1. อู๊ด หัวหน้าแก๊งค์ ที่ดูเหมือนจะเป็นพระเอกสำหรับผมอย่างมาก มุกตลกที่บางอันก็ไม่รู้คิดได้ไง น่ารักดีคับ และก็เป็นตัวละครที่หลากหลายดี มีเนื้อเรื่องมากกว่า พระเอกอย่างเห็นได้ชัด สำหรับเรื่องนี้ ผมว่า อู๊ด คือพระเอกของผมเลยล่ะคับ 2. ดนตรีประกอบ ทั้งที่มีคนร้อง ก็เพราะครับ เนื้อหาเข้ากับหนังพอดีเลย แต่แบบบรรเลง ที่พี่โต๋ แต่งนั้น เพราะได้ใจผมเลย เป็นเพลงบรรเลงที่ฟังแล้ว สบายหูอย่างมาก จนผมอยากได้มาเปิดฟังที่ห้องเลยล่ะคับ ขอชมๆ ส่วนที่ไม่ดีของเรื่องนี้(สำหรับผม) 1. เสียงนางเอกคับ T_T ตั้งน้านนนไม่ได้พูดเลย พอพูดที ผมตกใจเลย ทำไมเสียงแก่จัง (ขอโทษค้าบ) แต่ผมรู้สึกยังงี้จริงๆนะ ฟังแล้วไม่รื่นหูเท่าไรเลย สงสัยเป็นเพราะหน้าเค้าหวานมากๆล่ะมั้ง เลยทำให้ผมรู้สึกว่า เสียงดูแก่จัง แต่หน้าคล้าย กบ สุวนันท์อย่างแรงเลยนะคับเนี่ย แหะๆ 2. ตอนจบของหนัง อันนี้ไม่ขอพูดมากล่ะกันคับ เด่วสปอยซะงั้น แต่ผมแค่งงว่า ไหงจบแบบนี้ล่ะ อึ้งๆอยู่แปบนึง แต่ข้อสงสัยทั้งหมดยังไง เอาไว้ผมไปคุยกับพี่ล่ะกันะคับพี่วี ฮ่าๆ สรุปแล้ว หนังเรื่องนี้ก็เหมาะที่จะให้เด็กและวัยรุ่นดูนี่แหล่ะคับ รักใสๆ ไม่มีพิษมีภัยอะไร (ขนาดเจ๊เบียบ ยังมาดูด้วยเลย ไม่บ่นอะไรแสดงว่าผ่าน 555) ดูเรื่อยๆ ยิ้มบ้าง หัวเราะขำๆ เพลินๆ มีลุ้นบ้างเล็กน้อย ถ้าเป็นคนไม่คิดมากอะไรก็ดูได้ หรือจะไปดูแบบครอบครัวก็ดีนะคับ แต่ถ้าอยากหาหนังที่มีเนื้อหากินใจสุดๆ รักโรแมนติคสุดซึ้งแบบหนังรุ่นพี่ก่อนหน้านี้ ก็อย่าตั้งความหวังมากคับ ^^ ปล.โปรแกรมต่อไป Q&A ไฉไล เย้ๆ 26 December X'Mas ของผมและการเดินเล่น ^^เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มันก็คือมันคริสต์มาสนี่เอง ทุกๆปีของผมก็คือการเดินเล่นตามห้างฯต่างๆ เพื่อฟังเพลงเทศกาล และก็ดูผู้คนซื้อของ ยิ้มแย้ม และการแต่งตัวตอนหน้าหนาว แต่ปีนี้เป็นปีแรกเลยที่ผมอยากเดินเล่นตามถนนที่จัดไฟต่างๆ นั่นก็คือ เส้นสุขุมวิท ซึ่งจุดเริ่มต้นก็จาก สถานีรถไฟฟ้าเพลินจิต เดินไปทางสยาม มีสิ่งนึงที่น่าเสียดายมากๆก็คือ อากาศไม่หนาวเลย ไหงอยู่ดีๆก็มาไม่หนาวเอาวันนี้ด้วยเนี่ย ปกติแล้วจะเดินคนเดียว แต่ปีนี้ไม่รู้เป็นไง อยู่ดีๆก็อยากมีเพื่อนเดินด้วย ก็เลยคิดว่า รวมตัวกลุ่ม BBC ย้อนรำลึกหน่อยดีกว่า 555 ก็เลยชวน ชำนาญและเอ็ม (พร้อม โบว์ เพื่อนใหม่อีกคน) ใจจริงก็ไม่ได้อยากจะชวนใครมาเท่าไร เพราะกลัวพวกเพื่อนๆจะเบื่อซะก่อน ก็เล่นมีแต่การเดิน กับเดินในวันเทศกาลนี้นะ
จุดเริ่มต้นก็เดินจากเซ็นทรัลชิดลม ที่จัดแสงไฟเป็นรูปกวางเรนเดียร์ และก็นางฟ้ามาเป่าแตรแห่งความสุข ยื่นถ่ายอยู่แถวนั้นหลายรูปเหมือนกัน คนตรึมเลย ต่อจากนั้นก็เดินกันต่อไป ข้ามสะพานลอย ถ่ายตามข้างถนนที่มีแสงไฟ เรียกว่า เจอแสงไฟที่ไหน ถ่ายมันตรงนั้นแหล่ะ อารมณ์ตัวเองเมื่อวานเหมือนแมงเม่าเลยแฮะ 55 เดินไป ถ่ายไป คุยไป มีแค่นี้จริงๆ ข้ามไปฝั่งเวิล์ดเทรด ถ่ายคู่กับต้นไม้ใหญ่ 2 ต้น สีฟ้า กับ สีเขียว ถ่ายมากๆก็เริ่มหมดมุกเก๊กแล้วนะเนี่ย หลังจากถ่ายตรงนี้เสร็จก็ว่าจะไปไหว้พระ แต่คนเยอะเหลือเกิน เลยคิดว่าไม่เอาดีกว่า ไปเดินสยามพารากอนแทน (โคตรจะเหมือนกันเลย 55) เดินในตัวห้างฯซักพักนึง ไปเดินส่วนของเล่น หยิบนู่น จับนี่ เสร็จแล้วก็เดินลงมาข้างล่าง เพื่อถ่ายสวนน้ำและต้นคริสต์มาสที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนั้นแล้ว ถ่ายรูปตรงนี้เยอะสุดแล้วมั้ง หลังจากตรงนี้ไปก็เดินเล่นแถวนั้น ไปยื่นถ่ายรูปกันที่สถานีรถไฟฟ้าสยามอีกต่างหาก (เอาเข้าไป) ถึงตรงจุดนี้ สุภาพสตรีหนึ่งเดียวของเราก็หนีกลับไปซะแล้ว อ่ะฮะ มีหรือที่แก๊ง 3 ช่า จะกลับเลย เดินต่อคับ เดินในสยาม ทะลุไปเส้นด้านหลัง คิดถึงของกินกันขึ้นมา เพราะยังไม่ได้กินไรกันเลย นึกได้ว่า ข้าวต้มตี 5 อร่อย ได้ยินชื่อเสียงมานาน จึงเรียก Taxi ให้พาไป (ไม่อยากเดินเพราะเส้นนั้นมันมืดๆไงไม่รู้ ไม่น่าเดิน)
มาถึงร้านข้าวต้ม แค่เห็นราคาอาหารก็เริ่มมีการอิ่มกันขึ้นมา ไข่เจียว 45 บาท !!!! โอ้ว มันทอดด้วยน้ำมันอะไรวะ ผมทอดให้เอาไหม คิดไงเนี่ย ฟองล่ะ 5 บาท แค่ผ่านการทอดธรรมดาๆ เพิ่มอีก 40 สุดยอดคับ แต่ไม่เป็นไร ใจยังดี สั่งกับมาแค่ 3 จานพอล่ะ ทั้งหมดของมื้อนี้แค่ 211 บาทเอง มองดูแล้วราคาก็ไม่แพง แต่ก็จัดว่าแพงสำหรับข้าวต้มเหมือนกันนะเนี่ย ไม่เป็นไร ขำๆล่ะกัน ก่อนจะมากิน ว่าจะเดินสวนลุมซะหน่อย แต่อิ่มและเริ่มขี้เกียจยังไงไม่รู้สิ เลยแค่เดินผ่านๆก็พอ แล้วก็แวะไนท์บาซาร์นิดนึง (นิดนึงจริงๆ) จากนั้นก็เรียก Taxi กลับห้องคับ
กลับมาถึงสิ่งแรกเลยที่ทำคือ เอารูปลงคอมฯ มานั่งดู บางรูปเห็นแล้วนี้ขำก๊ากเลย ถ่ายไปได้ยังไง แต่บางรูปก็เท่กันเหลือเกิน เก๊กได้ใจ 55 ก็ดีนะ รูปชุดนี้ของวันนี้ ถือว่าเก็บบรรยากาศมาได้เยอะทีเดียว ^^ เพียงแต่กล้องของไอเอ็มแสงและสีมันแปลกๆไงไม่รู้ แต่ก็ไม่เป็นไร ถือว่าพอใช้ได้ล่ะกัน เฮ้อ และแล้ววันคริสต์มาสก็ผ่านพ้นไป น่าเสียดายที่ช่วงปีใหม่ ต้องกลับบ้าน (แต่ดีใจที่กลับไปฉลองที่บ้านนะ)ไม่งั้นคงได้ถ่ายรูปที่ กทม อีกล่ะมั้ง แต่ก็นะ ถ่ายที่บ้านมาก็ได้ฟ่ะ อิอิ ไม่รู้กลับมาวันที่ 1 (หรือไม่ก็ 2) จะมีใครไปฉลองกันอยู่หรือเปล่านะ เอาเป็นว่า วันนี้ก็จบลงด้วยดีตั้งแต่ต้นจนจบเลย ฮ่าๆ
ปล.อยากดู นาเนีย ชะมัด 9 December มุมมองชีวิตดีๆคับ (ชอบมาก)ข้อไหนถ้ามี *** แสดงว่าผมเป็นแบบข้อนั้นพอดีเลย แหะๆ อ่านแล้วก็ได้แง่คิดดีๆอีกแล้วสิ
***1.อย่าทำลายความหวังของใคร ... เพราะอาจเหลืออยู่แค่นั้น.. 2.รู้จักฟังให้ดี ... โอกาสทองบางทีมันก็มาถึงแบบแว่วๆ เท่านั้น... 3.จะคิดการใด ... จงคิดการให้ใหญ่เข้าไว้ ..แต่เติมความสนุกสนานลงไปด้วยเล็กน้อย... 4.หัดทำสิ่งดีๆ ให้กับผู้อื่นจนเป้นนิสัย .โดยไม่จำเป้นต้องให้เขารับรู้... ***5.จำไว้ว่าข่าวทุกชนิดถูกบิดเบือนมาแล้วทั้งนั้น... ***6.ใครจะวิจารณ์อย่างไรก็ช่าง... ไม่ต้องเสียเวลาโต้ตอบ... 7.ให้โอกาสผู้อื่นเป็นครั้งที่ "2" แต่อย่าให้ถึง"3"... 8.เราไม่ได้ต่อสู้กับ คนโหดร้าย แต่เราต่อสู้กับ ความโหดร้าย ในตัวคน... 9.เมื่อมีใครสวมกอดคุณ ... ให้เขาเป็นฝ่ายปล่อยก่อน... ***10.อย่าไปหวังเลยว่าชีวิตนี้จะมีความยุติธรรม... 11.ประเมินตัวเองด้วยมาตรฐานของตัวเองไม่ใช่มาตรฐานของคนอื่น... ***12.คงไว้ซึ่งความเป้นคนเปิดเผย ..อ่อนโยนและอยากรู้อยากเห็น... 13.ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้ายเพียงใดยสุขุมเยือกเย็นเข้าไว้... 14.อย่าวิจารณ์นายจ้าง ... ถ้าทำงานกับเขาแล้วไม่มีความสุข ก็ลาออกซะ... ***15.คำนึงถึงการมีชีวิต "กว้างขวาง" มากกว่าการมีชีวิต "ยืนยาว"... (อันนี้เป๊ะมาก ฮ่าๆ) เรื่องเกี่ยวกับผีเสื้อ ^^ชายคนหนึ่งพบรังไหมของตัวอ่อนผีเสื้อ เขาเฝ้าจับตาความคืบหน้ามาตลอด กระทั่งได้เห็นรอยปริขนาดเล็กปรากฏอยู่ที่ผิวภายนอก ชายคนนั้นจึงนั่งลงและเฝ้าจับตามองความคลื่อนไหวของตัวอ่อนผีเสื้ออยู่นานหลายชั่วโมง
เขาเห็นมันพยายามดิ้นรนจะพ้นจากช่องเล็กๆของรังไหมให้ได้ แต่เมื่อไม่สำเร็จ เจ้าตัวน้อยก็หยุดการเคลื่อนไหว เหมือนจะยอมรับว่า ไม่อาจขืนทำอะไรไปมากกว่านั้น
เมื่อตัดสินใจได้ว่าจะช่วยตัวอ่อนแล้ว..... ชายคนนั้นจึงหยิบกรรไกรขึ้นมาตัดเปิดช่องรังไหม จนกว้างพอที่ตัวอ่อนจะสามารถออกมาได้อย่างง่ายดาย ตัวอ่อนผีเสื้อน้อยจึงออกมาเผชิญโลกทั้งสภาพร่างกายบวมกลม ตรงข้ามกับปีกที่มีขนาดเล็กนิดเดียว! แต่เขาก็เฝ้าจับตามองตัวอ่อนนั้นต่อไป ด้วยความหวังว่า...อีกไม่ช้า...ปีกของมันจะขยายใหญ่ขึ้น และแข็งแรงพอจะพยุงร่างกายมันได้เมื่อถึงเวลาอันควร
แต่เมื่อเวลาผ่านไป...กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง!ผีเสื้อน้อยต้องเดิน และคลานไปมาทั้งชีวิต ด้วยสภาพร่างกายบวมกลม และ ปีกแห้งเล็กที่ไม่มีโอกาสจะบินได้
ภายใต้การดูแลอย่างอ่อนโยนของชายผู้หวังดี สิ่งที่ชายคนนี้ไม่เคยเข้าใจก็คือ ธรรมชาติได้กำหนดมาแล้วว่า ตัวอ่อนจะออกไปเผชิญโลกได้ ก็ต่อเมื่อของเหลวในร่างกายลดน้อยลง จนลำตัวมีขนาดสมดุลกับปีกเท่านั้น จึงจะสามารถลอดออกจากช่องว่างขนาดเล็กของรังไหมได้สำเร็จ และถ้าตัวอ่อนได้ผ่านการดิ้นรนจนถึงเวลานั้น มันจึงจะเติบโตเป็นผีเสื้อที่พร้อมโบกบินจากรังได้อย่างอิสระโดยแท้
การมีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องผ่านอุปสรรคใด ๆ เลย จึงมีแต่จะทำให้เราพิการและไม่แข็งแรง การดิ้นรนฝ่าฟันอุปสรรคต่างหาก ที่เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินชีวิต ซึ่งจะช่วยให้เรายืนหยัดอยู่ได้อย่างแข็งแกร่ง เพราะอย่างนั้นภูมิใจกับการดิ้นรนในวันนี้เถอะ... ถ้าคุณหวังจะไปให้ถึงวันดีๆ ของชีวิตที่สามารถโบยบินได้อย่างเสรี...
ปล.เป็นความหมายแฝงที่ดีนะ อ่านแล้วก็คิดได้หลายอย่างเลย แหะๆ ^^ ชอบๆ |
|||||||||||||||
|
|